จังหวัดเชียงราย
จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ภาคเหนือของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพฯ 785 ก.ม. มีเนื้อที่ประมาณ11,678.369 ตร.ก.ม. หรือประมาณ 7,298,981 ไร่
ตราประจำจังหวัดเชียงราย
รูปช้างสีขาวใต้เมฆ
เมื่อพญามังรายได้ทรงรวบรวมหัวเมืองฝ่ายเหนือในอาณาเขตรอบ ๆ ได้แล้วจึงทรงกรีฑาทัพไปแสดงฝีมือในการยุทธต่อหัวเมืองฝ่ายใต้ลงมา จึงได้ไปรวมพล ณ. เมืองลาวกู่เต้า และหมอควาญได้นำช้างมงคลของพญามังรายไปทอด (ผูก) ไว้ในป่าหัวดอยทิศตะวันออก พลัดหายไป พญามังรายจึงได้เสด็จติดตามรอยช้างไปจนถึงดอยทองริมแม่น้ำกกนัทธีได้ทัศนาการเห็น ภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม อุดมสมบูรณ์เป็นชัยภูมิที่ดี จึงได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นในที่นั่น ให้ก่อปราการโอบเอาดอยจอมทองไว้ในท่ามกลางเมือง ขนานนามเมืองว่า "เวียงเชียงราย" ตามพระนามของพญามังรายผู้สร้าง เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805 ดังนั้น จึงได้นำรูปช้างสีขาวใต้เมฆแห่งความรุ่งเรือง และอยู่เย็นเป็นสุข บนพื้นสีม่วงของวันเสาร์ ซึ่งตรงกับวันประสูติของพญาเม็งราย เป็นสีประจำจังหวัด
ชื่อดอกไม้ ดอกพวงแสด
ชื่อ วิทยาศาสตร์ : Pyrostegia Venusta (ker) Miers
ลักษณะชนิดพันธุ์ไม้ : ไม้เลื้อยต่างประเทศ
ชื่อพันธุ์ไม้ กาสะลองคำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Radermachera ignea (Kurz) Steenis
ชื่ออื่น ๆ ปีปทอง, แคเป๊าะ, สำเนาหลามต้น,สะเภา, อ้อยช้าง, จางจืด
ประวัติความเป็นมาของต้นไม้ประจำจังหวัดเชียงราย
ต้นกาสะลองคำ เป็นต้นไม้ที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ในพิธีเปิดโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50 วันที่ 9 พฤษภาคม 2537 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
คำขวัญของจังหวัดเชียงราย
เหนือสุดในสยาม ชายแดนสามแผ่นดิน ถิ่นวัฒนธรรมล้าน ล้ำค่าพระธาตุดอยตุง
ที่ตั้งและอาณาเขตติดต่อ
ทิศเหนือ ติดต่อกับ ประเทศสหภาพพม่า และประเทศสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดลำปาง และจังหวัดพะเยา
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และจังหวัดพะเยา
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ประเทศสหภาพพม่า และจังหวัดเชียงใหม่
เว็บไซต์จังหวัดเชียงรายและสถานที่ติดต่อ
กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานจังหวัดเชียงราย
ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โทร.053-910715 มท.26122
ชนกลุ่มน้อย
- เผ่าอีก้อ
- เผ่าเย้า
- เผ่าม้ง(แม้ว)
-มูเซอ
-กะเหรี่ยง
-ลีซอ
- อดีตทหารจีนคณะชาติ ได้แก่ ทหารจีนคณะชาติในเขตมณฑลยูนาน ซึ่งถูกจีนคอมมิวนิสต์ ผืนแผ่นดินใหญ่กวาดล้าง ได้ถอยร่นหนีผ่านรัฐฉานของพม่าเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย
- ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า ได้แก่ บุคคลพม่าเชื้อสายไทยใหญ่ซึ่งอพยพหลบหนีการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง ในสหภาพพม่าเข้ามาอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคเหนือของประเทศไทย
- ผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า ได้แก่ ผู้หลบหนีเข้าเมืองจากพม่า
- ไทยลื้อ ได้แก่ คนเชื้อสายไทยในแคว้นสิบสองจุไทย / สิบสองปันนา มณฑลยูนานประเทศจีนอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยประมาณ
-ไทเขิน,ไทใหญ่ เป็นกลุ่มชนที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง และทางตอนใต้ของจีน
-ไทยเขิน มีถิ่นฐานเดิมอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำขิ่นในรัฐฉาน จึงได้ชื่อว่าไทขีน ได้เข้ามาอยู่ในจังหวัดเชียงราย ในเขตอำเภอเมือง ฯ อำเภอแม่สาย และอำเภอเชียงแสน
-ไทใหญ่ เรียกตนเองว่าไต ถูกคนเมืองเรียกว่า เงี้ยว และพม่าเรียกว่าฉาน ซึ่งแปลว่าคนภูเขา ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนไทยทั่วไป รูปร่างสูงโปร่งแข็งแรง มือเท้าเล็ก ผู้หญิงมีรูปร่างหน้าตาสวยงาม ผิวเนียนกว่าผู้หญิงพม่าเล็กน้อย หน้าตาเฉลียวฉลาด มีภาษาพูดแตกต่างไปจากคนเมือง และคนไทยภาคกลางเล็กน้อย มีตัวหนังสือของตนเอง การแต่งกายพื้นบ้าน ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นยาวเกือบถึงตาตุ่ม ใส่เสื้อแขนกระบอกเข้ารูป เกล้าผมมวยโพกศีรษะด้วยผ้า เจาะหูใส่ตุ้มหู ผู้ชายใส่เสื้อแบบจีน นุ่งกางเกงขายาว และเกล้าผมมวย สวมหมวกปีกกว้าง เจาะหูใส่ตุ้ม บ้านเรือนยกใต้ถุนสูง มีไม้แกะสลักประดับ เครื่องดนตรีสำคัญได้แก่ ฆ้อง กลอง ฉาบ นาฏศิลป์พื้นบ้านมีเต้นโต ฟ้อนนก ประเพณีสำคัญคล้ายคนไทยทั่วไป
สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์
วัดร่องขุ่น
ที่อยู่
ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย 57000
ข้อมูลทั่วไป
ชื่อสามัญ วัดร่องขุ่น
เวลาทำการ ทุกวัน 6.30 - 18.00 น.
การถ่ายภาพ ห้ามถ่ายรูปข้างในพระอุโบสถ
วัดร่องขุ่น (Wat Rong Khun) ออกแบบและก่อสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ซึ่งปรารถนาจะสร้างวัดให้เหมือนเมืองสวรรค์ที่มนุษย์สัมผัสได้ เริ่มสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2540 จากเดิมมีเนื้อที่ 3 ไร่ ได้ซื้อที่ดินเพิ่มและมีผู้บริจาคคือคุณวันชัย วิชญชาคร จนปัจจุบันมีเนื้อที่ 9 ไร่ และมีพระกิตติพงษ์ กัลยาโณ รักษาการเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน
ประวัติ
อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างวัดมาจาก 3 สิ่งต่อไปนี้คือ
ชาติ : ด้วยความรักบ้านเมือง รักงานศิลป์ จึงหวังสร้างงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน
ศาสนา : ธรรมะได้เปลี่ยนชีวิตของอาจารย์เฉลิมชัยจากจิตที่ร้อนกลายเป็นเย็น จึงขออุทิศตนให้แก่พระพุทธศาสนา
พระมหากษัตริย์ : จากการเข้าเฝ้าฯ ถวายงานพระองค์ท่านหลายครั้ง ทำให้อาจารย์เฉลิมชัยรักพระองค์ท่านมาก จากการพบเห็นพระอัจฉริยะภาพทางศิลปะและพระเมตตาของพระองค์ท่าน จนบังเกิดความตื้นตันและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงปรารถนาที่จะสร้างงานพุทธศิลป์ถวายเป็นงานศิลปะประจำรัชกาลพระองค์ท่าน
ความหมายของอุโบสถ
สีขาว : พระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า
สะพาน : การเดินข้ามจากวัฎสงสารสู่พุทธภูมิ
เขี้ยว หรือ ปากพญามาร : กิเลสในใจ
สันของสะพาน : มีอสูรอมกัน ข้างละ 8 ตัว 2 ข้าง รวมกันแทนอุปกิเลส 16
กึ่งกลางของสะพาน : เขาพระสุเมรุ
ดอกบัวทิพย์ : มี 4 ดอกใหญ่ตรงทางขึ้นด้านข้างอุโบสถแทนซุ้มพระอริยเจ้า 4 พระองค์ คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
บันไดทางขึ้น : มี 3 ขั้นแทน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เกร็ดในการก่อสร้าง
ในระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมาใช้เงินในการก่อสร้างมากกว่า 400 ล้านบาท
คาดว่าจะสร้างอุโบสถ 9 หลังจนเสร็จสมบูรณ์ด้วยเวลาทั้งสิ้น 60 - 70 ปี
บรรณานุกรม
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2554 เมษายน 19). วัดร่องขุ่น. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttp://th.wikipedia.org/
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2554 มิถุนายน 30). จังหวัดเชียงราย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก
ศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดเชียงราย. (มปป). จังหวัดเชียงราย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก
http://www.chiangrai.net/CPOC/2010/cr_page/about.aspx. (1 กรกฎาคม 2554).
………………………………………………………………………………………………................................................
จังหวัดน่าน
จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ได้สถาปนาความสัมพันธ์เป็นเมืองพี่น้องกับ หลวงพระบาง ของประเทศลาว และ เชียงรุ่ง ของประเทศจีน
ตราประจำจังหวัดน่าน
รูปพระธาตุแช่แห้งอยู่บนหลังโคอุศุภราช
ในอดีต ตราเมืองทำด้วยงาช้างกลึงทรงกรวยกระบอก หัวเม็ดบริเวณหน้าสัมผัสที่ใช้กดประทับ และสลักเป็นรูปทรงกลม ภายในมีลวดลายสลัก เป็นรูปโคอุศุภราชล้อมรอบด้วยลายช่อกนกประกอบพื้นช่องไฟ ดวงตรานี้เจ้าผู้ครองนครน่าน ทรงใช้เป็นตราเมืองสำหรับประทับในหนังสือ กราบบังคมทูลถวายรายงานข้อราชการแก่พระมหากษัตริย์ในกรุงรัตนโกสินทร์ และประทับในหนังสือราชการงานเมืองต่าง ๆ
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2481 เมื่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มีการริเริ่มออกแบบ ดวงตราประจำจังหวัด โดยให้ยึดหลักองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด เช่น ปูชนียวัตุถหรือปูชนียสถานที่สำคัญ ที่ประชาชนในจังหวัดให้ความเคารพ กราบไหว้บูชา
ดวงตราแบบใหม่นี้ น่าน ยังคงไว้ซึ่งสัญลักษณ์และความหมายของตราเมืองที่เคยใช้อยู่เดิม ได้ปรับปรุงโดยเปลี่ยน รูปโคอุศุภราชเสียใหม่ ให้แลดูสง่างามและเพิ่มพระบรมธาตุเจดีย์ อันเป็นปูชนียสถานเก่าแก่ที่สำคัญ และเป็นศูนย์รวมจิตใจ คู่บ้านคู่เมืองของน่านคือ เจดีย์พระธาตุแช่แห้ง และปรับปรุงลายชอกนกประกอบพื้นช่องไฟให้แลดูเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น ส่วนการให้สี กำหนดใช้ตามความเหมาะสมสวยงามทางด้านศิลปะ
ดอกไม้ประจำจังหวัดน่าน
ดอกเสี้ยวดอกขาว (ชื่อวิทยาศาสตร์: Bauhinia variegata Linn.)
ต้นไม้ประจำจังหวัดน่าน
กำลังเสือโคร่ง (ชื่อวิทยาศาสตร์: Betula alnoides Buch.-Ham.)
คำขวัญประจำจังหวัดน่าน
แข่งเรือลือเลื่อง เมืองงาช้างดำ จิตรกรรมวัดภูมินทร์ แดนดินส้มสีทอง เรืองรองพระธาตุแช่แห้ง
ที่ตั้งและอาณาเขตติดต่อ
ทิศเหนือและตะวันออก ติดต่อกับ ประเทศลาว
ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดอุตรดิตถ์
ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดพะเยาและจังหวัดแพร่
นอกจากนี้แล้วจังหวัดน่านยังมีด่านเข้าออกกับประเทศลาวหลายแห่งด้วยกัน เช่น จุดผ่านแดนถาวรสากลห้วยโก๋น-น้ำเงิน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ, จุดผ่อนปรนบ้านใหม่ชายแดน อำเภอสองแคว และจุดผ่อนปรนบ้านห้วยสะแตง อำเภอทุ่งช้าง
เว็บไซต์จังหวัดน่านและสถานที่ติดต่อ
http://www.nan.go.th/
สำนักงานจังหวัดน่าน กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร
ศาลากลางจังหวัดน่าน ถนนสุริยพงษ์ ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน 55000
โทร. 0-5475-1102 begin_of_the_skype_highlighting 0-5475-1102 end_of_the_skype_highlighting , 21129 , 21229 E-mail : nan@moi.go.th
ชนกลุ่มน้อย
1. ชาวไทยวน หรือ คนเมือง
ส่วนใหญ่อพยพมาจากเชียงแสนและบริเวณต่างๆ ของล้านนา ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัด
2. ชาวไทลื้อ (ไทลื้อ, ไทยอง)
ส่วนใหญ่อพยพมาจากสิบสองปันนาและหัวเมืองต่างๆ บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งมีทั้งอพยพมาด้วยความสมัครใจและอพยพมาเนื่องจากเกิดศึกสงครามทั้งภายในหัวเมืองลื้อเอง และอพยพมามากที่สุดยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมืองของเจ้ากาวิลละแห่งเชียงใหม่ และเจ้าอัตถวรปัญโญฯ แห่งนครน่าน และยุคของเจ้าสุมนเทวราช อีกทั้งมีการอพยพเข้ามาเรื่อยๆ ครั้งเกิดการปฏิวัติการปกครองประเทศของจีน ชาวไทลื้ออาศัยตั้งบ้านเรือน อยู่กระจัดกระจายตามลุ่มน้ำต่างๆ ในจังหวัดน่านมีมากที่สุด คือ อำเภอปัวแทบทุกตำบล อำเภอท่าวังผา อำเภอสองแคว อำเภอเชียงกลาง และอำเภอทุ่งช้าง เลยไปถึงอำเภอเฉลิมพระเกียรติ
ภาษาไทลื้อในจังหวัดน่าน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
-ไทลื้อฝั่งสิบสองปันนาตะวันออก ได้แก่ เมืองล้า เมืองมาง (อาศัยอยู่แถบลุ่มแม่น้ำน่าน บริเวณชุมชนบ้านหนองบัว ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา และแถวตำบลยอด อำเภอสองแคว) สำเนียงพูดใกล้เคียงกับภาษาไทยอีสานปนลาวพวน
-ไทลื้อฝั่งสิบสองปันนาตะวันตก ได้แก่ เมืองยู้ เมืองยอง เมืองเชียงลาบ เมืองเสี้ยว (อาศัยอยู่แถบลุ่มแม่น้ำย่าง บริเวณชุมชนตำบลยม อำเภอท่าวังผา แถบลุ่มแม่น้ำปัว ตำบลศิลาเพชร ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว ถึงตำบลห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ) สำเนียงพูดเหมือนสำเนียงคนยองในจังหวัดลำพูน-เชียงใหม่
3. ชาวไทพวน หรือ ลาวพวน
4. ชาวไทเขิน หรือ ชาวขึน
อพยพมาจากเชียงตุง ปัจจุบันส่วนใหญ่จะถูกกลืนทางวัฒนธรรมจากคนเมือง ทั้งภาษาพูดและเครื่องแต่งกาย แต่บางหมู่บ้านยังมีการนับถือผีเจ้าเมืองของไทเขินอยู่ จึงรู้ว่าเป็นไทเขิน เช่นบ้านหนองม่วง อำเภอท่าวังผา ส่วนบ้านเชียงยืน ตำบลยม อำเภอท่าวังผา ถูกชาวไทลื้อกลืนวัฒนธรรมจนไม่เหลือเค้าของชาวไทเขิน
5. ชาวไทใหญ่ หรือ เงี้ยว หรือ ไตโหลง
มีถิ่นฐานในรัฐฉาน และเชียงตุง อาศัยอยู่บริเวณแถวอำเภอทุ่งช้าง ในปัจจุบันถูกกลืนวัฒนธรรมจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นชาวไทใหญ่
6.ชาวม้ง
7. เมี่ยน
8.ลัวะหรือถิ่น
9.ขมุ
10.ชาวตองเหลืองหรือมาบลี
สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์
วัดพระธาตุแช่แห้ง

วัดพระธาตุแช่แห้งปูชนียสถานที่สำคัญและเก่าแก่ของจังหวัดน่าน และ วัดประจำปีเกิดของคนเกิดปีเถาะ เป็นวัดคู่เมืองน่านที่ชาวน่านถือว่ามาถึงเมืองน่านไม่ได้มานมัสการพระธาตุแช่แห้ง ถือว่ามาไม่ถึงเมืองน่าน ตามพงศาวดาเมืองน่านกล่าวว่า พญาการเมือง โปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากเมืองสุโขทัย ระหว่างปี พ.ศ.1891-1901 สถาปัตยกรรมด้านโบสถ์ ของวัดพระธาตุแช่แห้งที่สำคัญ และแสดงให้เห็น ถึงแบบอย่างสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมสกุลช่างน่าน
องค์พระธาตุตั้งอยู่บนยอดดอยภูเพียงแช่แห้ง เชิงเนินปูด้วยอิฐ ลาดขึ้นไปยังยอดเนิน มีขนาดสูง 55.5 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 22.5 เมตร มีบันไดนาคขนาบทั้งสองข้าง องค์พระเจดีย์เป็นแบบล้านนาไทย ฐานเป็นสี่เหลี่ยมซ้อนกันขึ้นไปจนสูง ใช้แผ่นทองเหลืองบุรอบฐาน แล้วลงรักปิดทองสีเหลืองอร่าม องค์เจดีย์ทรงระฆัง ส่วนฐานทำเป็นฐาน หน้ากระดานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ รองรับฐานบัวลูกแก้วย่อเก็จ ถัดขึ้นไปเป็นฐานหน้ากระดาน สี่เหลี่ยม และแปดเหลี่ยม ซ้อนลดหลั่นกัน 3 ชั้น องค์ระฆังมีขนาดเล็ก บัลลังก์ทำเป็นแท่นสี่เหลี่ยมย่อเก็จ ฐานหน้ากระดาน กลม เป็นกระดานสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยม และชั้นบัวคว่ำเหนือฐานแปดเหลี่ยม ตกแต่งคล้ายกลีบบัว หรือลายใบไม้ แทน ลายดังกล่าวนี้คงได้รับอิทธิพลจากศิลปะพม่า ซึ่งนำมาต่อเติมขึ้นภายหลัง เมื่อล่วงเข้าพุทธศตวรรษที่ 24 แล้ว
วิหารหลวง อยู่ทางด้านทิศใต้ขององค์พระธาตุเป็นวิหารขนาดใหญ่ 6 ห้อง ห้องกลางมีขนาด 3 ห้อง และต่อชั้นลดออกไป ทางด้านหน้า 2 ห้องและด้านหลัง 1 ห้อง ดังนั้นหากดูจากภายนอก จะมองเห็นเป็นอาคาร ขนาดใหญ่ หลังคาลาดต่ำลงมาเป็นชั้นซ้อน ด้านละ 3 ชั้น และมีชั้นลดด้านหน้า 2 ชั้น ด้านหลัง 1 ชั้น มีประตูทางด้านหน้า และด้านข้างตรงกลาง ที่น่าสนใจคือ ตรงกลางสันหลังคา ทำเป็นส่วนหางของนาคสองตัว เกี่ยวกระหวัดกันขึ้นไปเป็นสามชั้น เป็นศิลปกรรม ที่งดงามและหาดูได้ยาก
วิหารพระนอน อยู่ทางด้านหน้านอกกำแพงแก้วขององค์พระธาตุ วิหารก่อสร้างตามแนวยางขององค์พระ มีประตูทางเข้า ด้านหลัง คือทิศใต้
ทุกปีเมื่อถึงวันขึ้น 11-15 ค่ำ เดือน 6 เหนือ (เดือน 4 ใต้) หรือในราวเดือน มี.ค. จะมีประเพณีนมัสการพระธาตุแช่แห้ง ที่ชาวน่านเรียกว่า งานหกเป็งนมัสการพระธาตุแช่แห้ง เป็นพระธาตุประจำปีเถาะ ตามคติการไหว้พระธาตุตามปีนักษัตรของชาวล้านนา
กิจกรรมที่น่าสนใจในวัดพระธาตุแช่แห้ง
นมัสการพระธาตุแช่แห้ง
ชมศาสนสถานสำคัญคู่เมืองน่าน
ศึกษาศิลปกรรมล้านนา
สิ่งน่าสนใจอื่นๆในวัดพระธาตุแช่แห้ง
น้ำบ่อแก้วในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
ประเพณีที่น่าสนใจของวัดพระธาตุแช่แห้ง
ประมาณเดือนมี.ค.จะมีประเพณีนมัสการพระธาตุแช่แห้ง ที่ชาวน่านเรียกว่า งานหกเป็นนมัสการพระธาตุแช่แห้ง
คำแนะนำในการท่องเที่ยว
ชาวล้านนาเชื่อว่า หากได้เดินทางไป “ชุธาตุ” หรือนมัสการพระธาตุประจำปีเกิดจะได้รับอานิสงส์อย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมวัดพระธาตุแช่แห้งได้ทุกวัน ระหว่างเวลา06.00-18.00 น.
บรรณานุกรม
กลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดน่าน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://xn72cb1bua5f1a0cdm5v.com/
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2553 กรกฎาคม 3). จังหวัดน่าน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttp://th.wikipedia.
SiamFreestyle. (มปป). วัดพระธาตุแช่แห้ง [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.siamfreestyle.com/
(1 กรกฎาคม 2554).
..........................................................................................................................................................................................................................
จังหวัดพะเยา
จังหวัดพะเยา เป็นจังหวัดในภาคเหนือตอนบน มีประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่ยาวนานไม่น้อยไปกว่าเมืองอื่นๆ ในอาณาจักรล้านนา บริเวณที่ตั้งของจังหวัดพะเยาในปัจจุบันอยู่ติดกับกว๊านพะเยา เดิมเป็นที่ตั้งของเมือง ภูกามยาว หรือ พยาว ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อพุทธศตวรษที่ 16 โดยมีผู้ปกครองคือ พ่อขุนงำเมือง ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจ และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรล้านนา เมื่อถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองพะเยาอยู่ภายใต้การปกครองของจังหวัดเชียงรายในฐานะ อำเภอพะเยา และเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2520 อำเภอพะเยาได้ยกฐานะขึ้นเป็น จังหวัดพะเยา นับเป็นจังหวัดที่ 72 ของประเทศไทย
ตราประจำจังหวัด
รูปพระเจ้าตนหลวงวัดศรีโคมคำ
เป็นรูปพระเจ้าตนหลวงวัดศรีโคมคำมีลายกระหนกเปลว บนพื้นเบื้องหลังองค์พระพุทธรูปและมีช่อรวงข้าวประกอบอยู่ทั้งสองข้าง
ลายกนกเปลว บนพื้นเบื้องหลังองค์พระพุทธรูป หมายถึง ความรุ่งเรืองของ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ดอกคำใต้ แม่ใจ เชียงคำ เชียงม่วน ปง และจุน
เบื้องล่างริมของดวงตราเป็น กว๊านพะเยา ซึ่งมีชื่อเสียง เป็นรู้จักกันดี และมี ช่อรวงข้าว ประกอบอยู่ทั้งสองข้าง ซึ่งหมายถึง ลักษณะของความเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ
ความหมาย
รูปพระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ พระพุทธรูปคู่เมืองอันเป็นหลักรวมใจของชาวพะเยา ลายกนกเปลวบนพื้นเบื้องหลังองค์พระพุทธรูป หมายถึง ความรุ่งเรืองเบื้องล่างริมของดวงตราเป็นกว๊านพะเยา ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี และมีช่อรวงข้าวประกอบอยู่ทั้งสองข้าง ซึ่งหมายถึงลักษณะของความเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ
ดอกไม้ประจำจังหวัด: ไม่มี
ต้นไม้ประจำจังหวัด: สารภีไทย (Mammea siamensis)
คำขวัญประจำจังหวัด
กว๊านพะเยาแหล่งชีวิต ศักดิ์สิทธิ์พระเจ้าตนหลวง บวงสรวงพ่อขุนงำเมือง งามลือเลื่องดอยบุษราคัม
ที่ตั้งและอาณาเขตติดต่อ
ทิศเหนือ ติดอำเภอพาน อำเภอป่าแดด และอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย
ทิศตะวันออก ติดแขวงไชยบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และอำเภอท่าวังผา อำเภอบ้านหลวง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
ทิศใต้ ติดอำเภองาว จังหวัดลำปาง และอำเภอสอง จังหวัดแพร่
ทิศตะวันตก ติดอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง และอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
เว็บไซต์จังหวัดและสถานที่ติดต่อ
http://www.phayao.go.th/
กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร
สำนักงานจังหวัดพะเยา ศาลากลางจังหวัดพะเยา ตำบล บ้านต๋อม อำเภอ เมืองพะเยา จังหวัดพะเยา 56000
โทรศัพท์/Tel.: 0-5444-9601 begin_of_the_skype_highlighting 0-5444-9601 end_of_the_skype_highlighting โทรสาร/Fax: 0-5444-9588 อีเมล์/E-mail: phayao@moi.go.th
สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์
อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง
อดีตกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองภูกามยาวลำดับที่ 9 ระหว่างปี พ.ศ. 1801 - 1841 เป็นยุคที่เจริญรุ่งเรืองมาก ประดิษฐานอยู่ที่สวนสาธารณะเทศบาลเมืองพะเยา (สวนสมเด็จย่า 90) หน้ากว๊านพะเยา เป็นพระสหายร่วมน้ำสาบานกับพ่อขุนเม็งรายแห่งเมืองเชียงราย และพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัย ซึ่งทั้งสามพระองค์ได้กระทำสัตย์ต่อกัน ณ บริเวณแม่น้ำอิง ซึ่งปัจจุบันอยู่บริเวณสถานีประมงน้ำจืดพะเยา พ่อขุนงำเมืองเป็นผู้ทรงอิทธิฤทธิ์กล่าวกันว่าเมื่อพระองค์เสด็จไปทางไหน แดดก็บ่อฮ้อน ฝนก็บ่อฮำ จักให้แดดก็แดด จักให้บดก็บด จึงได้พระนามว่างำเมือง
วัดศรีโคมคำ
เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี และวัดพัฒนาตัวอย่าง ประชาชนทั่วไปนิยมเรียกว่า วัดพระเจ้าตนหลวง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปเชียงแสนองค์ใหญ่ที่สุดในล้านนาไทย ขนาดหน้าตักกว้าง 16เมตร สูง 18 เมตร สร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2034 - 2067 พระเจ้าตนหลวง หรือ พระเจ้าองค์หลวง มิใช่เป็นแต่เพียงพระพุทธรูปคู่เมืองพะเยาเท่านั้น แต่ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอาณาจักรล้านนาไทยด้วย วันวิสาขบูชามีงานนมัสการพระเจ้าตนหลวงเป็นประจำทุกปีเรียกว่า งานประเพณีนมัสการพระเจ้าองค์หลวงเดือนแปดเป็ง บริเวณวัดยังมีพระอุโบสถกลางน้ำตั้งอยู่ริมกว๊านพะเยา ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง ลวดลายวิจิตรสวยงาม วาดโดย อ.อังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ
บรรณานุกรม
จังหวัดพะเยา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.relaxzy.com/province/phayao/. (1กรกฎาคม 2554).
ตราประจำจังหวัดพะเยา. (2553 เมษายน 12). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.sukhothailive.com/
read.php?tid=100. (1 กรกฎาคม 2554).
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2553 กรกฎาคม 3). จังหวัดพะเยา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก
สัญลักษณ์ประจำจังหวัด. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttp://welovethailand.webatu.com/S2.html.
(1 กรกฎาคม 2554).
อิ๊ดคุง. (2551). สถานที่ท่องเที่ยว ข้อมูลท่องเที่ยว จังหวัดพะเยา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก
จังหวัดเชียงใหม่
ตราประจำจังหวัดเชียงใหม่
ช้างผือก หมายถึง ช้างที่เจ้าผุ้ครองนครเชียงใหม่ นำทูลเกล้าถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และได้ขึ้นระวางเป็นช้างเผือกเอกในรัชกาลพระองค์
เรือนแก้ว หมายถึง ดินแดนที่พระพุทธศาสนาได้มาตั้งมั่นเจริญรุ่งเรือง จนเคยเป็นสถานที่สำหรับทำสังคายนา (คือการชำระตรวจสอบความถูกต้อง) พระไตรปิฎก เมื่อพุทธศักราช 2020
ดอกไม้ประจำจังหวัดเชียงใหม่
ต้นไม้ประจำจังหวัดเชียงใหม่
ดอยสุเทพเป็นศรี ประเพณีเป็นสง่า บุปผชาติล้าวนงามตา นามล้ำค่านครพิงค์
ที่ติดต่ออาณาเขตจังหวัดเชียงใหม่
จังหวัดเชียงใหม่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศไทย เส้นรุ้งที่ 16 องศาเหนือ และเส้นแวงที่ 99 องศาตะวันออก สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 310 เมตร ( 1,027 ฟุต ) ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 350 กิโลเมตรโดยทางรถไฟและโดยทางรถยนต์ ประมาณ 720 กิโลเมตร ตามแนวทางหลวงแผ่นดินสายเหนือ
ทิศเหนือ ติดประเทศเมียนมาร์
ทิศใต้ ติดจังหวัดลำพูน ตาก
ทิศตะวันออก ติดจังหวัดเชียงราย ลำปาง ลำพูน
ทิศตะวันตก ติดจังหวัดแม่ฮ่องสอน
เว็บไซต์ของจังหวัดเชียงใหม่
ที่ตั้ง ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ถนนโชตนา ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์ (+66) 0-5311-2713
ชนกลุ่มน้อยในจังหวัดเชียงใหม่
มี1. จีนฮ่อ เริ่มอพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยเหตุผลทางการเมืองเข้ามาอยู่ในพม่าและไทยโดยตั้งหมู่บ้านพื้นที่สูง และปะปนกับชาวเขาเผ่าต่าง ๆ บ้าง ปัจจุบันอยู่ในเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง พะเยา มีจำนวน 19,773 คน
2. ไทยใหญ่ เป็นชนเผ่าดั้งเดิมในบริเวณเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนและรัฐฉาน ประเทศพม่า ปัจจุบันมีกลุ่มที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และเพชรบูรณ์ จำนวน 13,810 คน
3. ไทยลื้อ เป็นชนเผ่าดั้งเดิมแถบสิบสองปันนา ประเทศจีนตอนเหนือของรัฐฉาน ประเทศพม่า และแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันมีกลุ่มที่อยู่บนพื้นที่สูงในเขตเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และพะเยา จำนวน 3,904 คน
4. ปะหล่อง (ดาระอั้ง - ปะลวง) อพยพจากรัฐฉาน ประเทศพม่าเมื่อปี 2537 โดยประมาณ และอาศัยอยู่ในไทย จนกระทั่งปัจจุบัน ในเขตอำเภอฝาง เชียงใหม่ จำนวนล่าสุด 1,937 คน
สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในจังหวัดเชียงใหม่
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร
ความสำคัญ
วัดพระธาตุศรีจอมทอง พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เป็นสถานที่ประดิษฐานของพระทักษิณโมลีธาตุ พระธาตุส่วนที่เป็นพระเศียรเบื้องขวาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีขนาดโตประมาณ เมล็ดข้าวโพด สันฐานกลมเกลี้ยง สีขาวนวลเหมือน ดอกบวบ หรือ สีคล้ายดอกพิกุลแห้ง และยังเป็นวัดพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีชวด ตามคติความเชื่อของชาวล้านนา
ข้อมูลทั่วไป
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร มีเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ ตั้งอยู่ถนนเชียงใหม่ - ฮอด หมู่ 2 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 58 กิโลเมตร เป็นวัดสําคัญคู่เมืองจอมทองเป็นที่เคารพสักการะของชาวเหนือโดยทั่วไป
จุดเด่นหรือสิ่งที่น่าสนใจ
สิ่งสำคัญภายในวัด คือพระบรมธาตุเจ้าศรีจอมทอง ซึ่งถูกบรรจุไว้ในพระโกศ 5 ชั้น ตั้งอยู่ภายในพระวิหาร วัดแห่งนี้เป็นวัดที่มีผู้ที่เกิดปีชวดนิยมมากราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล สังเกตได้จากบริเวณรอบๆ พระธาตุ จะมีตุ๊กตารูปหนูวางเรียงรายอยู่ นอกจากนี้วัดแห่งนี้ยังมีประเพณี “การแห่ไม้ค้ำโพธิ์” ซึ่งเป็นประเพณีของชาวล้านนาที่ถือว่าการเอาไม้มาค้ำโพธิ์เป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา
พระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ เป็นปูชนียสถาน สำคัญและงดงามที่กองทัพอากาศได้ก่อสร้างขึ้น เคียงคู่กัน ประดิษฐานอยู่ที่บริเวณยอดดอยอินทนนท์ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 41.5 ถนนสายจอมทอง-อินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางแมกไม้และขุนเขาที่สูงเสียดฟ้า เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสที่ทรงพระชนมพรรษา 5 รอบ
พระมหาธาตุทั้ง 2 องค์ มีรูปทรงคล้ายคลึง ยอดปลีขององค์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปบูชา ภายนอกและภายในองค์พระเจดีย์ตกแต่งไว้อย่างสวยสดงดงาม
จุดเด่นหรือสิ่งที่น่าสนใจ
ภายในองค์พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริเป็นโถงรูป 12 เหลี่ยม มีซุ้มประตูทางเข้า 3 ซุ้ม มีผนังระหว่างซุ้มประตู ช่วงละ 3 ด้าน เป็นภาพหินแกรนิต แกะสลักภาพพระราชกรณียกิจ ผนังตอนบนภายในโถงเจดีย์ประดับด้วยภาพพุทธประวัติ ทำด้วยโมเสกแก้ว รวม 12 ภาพ
จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ตราประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน
สาเหตุที่ใช้รูปช้างในท้องน้ำเป็นตราประจำจังหวัดนั้นก็เพราะเป็นที่มาของการตั้งเมืองแม่ฮ่องสอน โดยเริ่มจากการที่เจ้าแก้วเมืองมาออกจับช้างให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ (พ.ศ. 2368-2389) และได้รวบรวมชายไทยใหญ่ให้มาตั้งบ้านเมืองเป็นหลักแหล่งขึ้น 2 แห่ง มีหัวหน้าเป็นผู้ปกครอง คือ ที่บ้านปางหมู และบ้านแม่ฮ่องสอน สาเหตุที่เรียกว่าแม่ฮ่องสอนก็เพราะว่าได้มาตั้งคอกฝึกช้าง ณ บริเวณลำห้วยแห่งนี้นั่นเอง
ดอกไม้ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ต้นไม้ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน
คำขวัญประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน
"หมอกสามฤดู กองมูเสียดฟ้า ป่าเขียวขจี ผู้คนดี ประเพณีงาม ลือนามถิ่นบัวตอง"
ที่ติดต่ออาณาเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน
จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่ทางภาคเหนือไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย ระหว่างเส้นรุ้ง (ละติดจูด) ที่ 17 องศา 38 ลิปดา - 19 องศา 48 ลิปดาเหนือ และเส้นแวง (ลองติจูด) ที่ 97 องศา 20 ลิปดา - 98 องศา 39 ลิปดาตะวันออก ซึ่งห่างจากกรุงเทพมหานครมากที่สุดในภาคเหนือ มีระยะทางประมาณ 924 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 12,681.259 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,925,812.5 ไร่ ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 3 ของภาคเหนือ และเป็นอันดับ 7 ของประเทศ มีความยาวจากเหนือจรดใต้ประมาณ 250 กิโลเมตร และกว้างประมาณ 95 กิโลเมตร
ทิศเหนือและทิศตะวันตก ติดต่อกับประเทศสหภาพพม่า รวม 3 รัฐ คือ รัฐฉานตอนใต้ รัฐคะยา และรัฐคอทูเล โดยมีเทือกเขาถนนธงชัย ตะวันตก แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำเมย เป็นแนวพรมแดนกั้นระหว่างประเทศ
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอท่าสองยาง จ.ตาก โดยมีแม่น้ำยวม และแม่น้ำเงา เป้นแนวเขตจังหวัด
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อ.เวียงแหง อ.เชียงดาว อ.แม่แตง อ.แม่แจ่ม อ.ฮอด และอ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ โดยมีเทือกเขาถนนธงชัยกลาง และเทือกเขาถนนธงชัยตะวันออกเป็นแนวเขตจังหวัด
เว็บไซต์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ศูนย์ราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ถนนขุนลุมประพาส ตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน 58000 โทรศัพท์ (+66) 0 5361 2156 begin_of_the_skype_highlighting (+66) 0 5361 2156 end_of_the_skype_highlighting
ชนกลุ่มน้อยในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
มี1. จีนฮ่อ เริ่มอพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยเหตุผลทางการเมืองเข้ามาอยู่ในพม่าและไทยโดยตั้งหมู่บ้านพื้นที่สูง และปะปนกับชาวเขาเผ่าต่าง ๆ บ้าง ปัจจุบันอยู่ในเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง พะเยา มีจำนวน 19,773 คน
2. ไทยใหญ่ เป็นชนเผ่าดั้งเดิมในบริเวณเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนและรัฐฉาน ประเทศพม่า ปัจจุบันมีกลุ่มที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และเพชรบูรณ์ จำนวน 13,810 คน
3. ไทยลื้อ เป็นชนเผ่าดั้งเดิมแถบสิบสองปันนา ประเทศจีนตอนเหนือของรัฐฉาน ประเทศพม่า และแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันมีกลุ่มที่อยู่บนพื้นที่สูงในเขตเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และพะเยา จำนวน 3,904 คน
สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ตั้งอยู่บนดอยกองมูทางทิศตะวันตกของตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เดินทางโดยแยกจากทางหลวงสาย 108 ตรงบริเวณอนุสาวรีย์พระยาสิงหนาทราชาขึ้นไปทางซ้ายมือ เป็นทางลาดยางขึ้นภูเขาไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะถึงบริเวณวัด
วัดนี้เดิมมีชื่อเรียกว่า วัดปลายดอย เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญ ประกอบด้วยพระธาตุเจดีย์ที่สวยงาม 2 องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดย “จองต่องสู่” เมื่อ พ.ศ. 2403 เป็นที่บรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะเถระ ซึ่งนำมาจากประเทศพม่า ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดย “พระยาสิงหนาทราชา” เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก จากวัดพระธาตุดอยกองมูนี้สามารถมองเห็นภูมิประเทศและสภาพตัวเมืองแม่ฮ่องสอนได้อย่างชัดเจนและสวยงามมาก วัดนี้มีงานเทศกาลประจำปีหลายงาน เช่น ในวันปีใหม่ วันสงกรานต์ โดยเฉพาะในวันออกพรรษาจะมีการตักบาตรดาวดึงส์ หรือตักบาตรเทโวด้วย
วัดต่อแพ ตั้งอยู่ที่บ้านต่อแพ ตำบลแม่เงา ห่างจากตลาดขุนยวมประมาณ 7 กิโลเมตร โดยก่อนที่จะถึงตลาดมีทางแยกจากทางสาย 108 ตรงข้ามกับวัดม่วยต่อ ไปประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นทางลาดยางตลอด เป็นวัดเก่าแก่อยู่ทางฝั่งขวาของลำน้ำยวม มีวิหารขนาดใหญ่แบบพม่า สร้างอย่างวิจิตรสวยงามมากซึ่งภายในวิหารมีผ้าม่านเก่าแก่ทำด้วยกำมะหยี่ประดับลูกปัด มุกและทับทิม จำนวน 164 เม็ดและมีธรรมาสน์สร้างใน พ.ศ. 2464 นอกจากนี้ยังมีเจดีย์ทรงมอญอีกด้วย ตามประวัติเล่าว่าบริเวณนี้แต่เดิมเคยเป็นที่พัก และรวมไม้ซุง นักต่อแพเหล่านี้ได้พร้อมใจกันสร้างวัดขึ้นมาแล้วให้ชื่อว่า “วัดต่อแพ”
วัดจองกลาง
วัดจองกลาง ตั้งอยู่ข้างกับวัดจองคำ ภายในวิหารมีแท่นบูชาตั้งพระพุทธสิหิงค์จำลอง ปิดทองเหลืองอร่ามไปทั้งองค์ มีสิ่งที่น่าสนใจอื่น ๆ อีก เช่น ตุ๊กตาแกะสลักด้วยไม้เป็นรูปคนและสัตว์เกี่ยวกับพระเวสสันดรชาดก ฝีมือแกะสลักของช่างชาวพม่า ซึ่งนำมาจากพม่าตั้งแต่ พ.ศ. 2400 นอกจากนี้ทางด้านจิตรกรรมยังมีภาพวาดบนแผ่นกระจกเรื่องพระเวสสันดรชาดกและภาพประวัติเจ้าชายสิทธัตถะ ตลอดจนภาพแสดงให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยนั้นหลายภาพมีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาพม่าและมีบันทึกบอกไว้ว่าเป็นฝีมือของช่างไทยใหญ่จากมัณฑะเลย์
จังหวัดแพร่
ตราประจำจังหวัดแพร่
รูปม้ายืนมีพระธาตุช่อแฮอยู่บนหลังม้า หมายถึง นามเมือง และคณะกรรมการจังหวัดแพร่ ได้เสนอรูปม้ายืน เป็นดวงตราประจำจังหวัด และได้นำภาพโบราณสถานที่สำคัญของจังหวัด ก็คือ พระธาตุช่อแฮ มาประกอบอยู่บนหลังม้าด้วย
มีตำนานเล่าสืบกันว่า เมืองแพร่และเมืองน่านมีเจ้าผู้ครองนครเป็นพี่น้องกันและได้ปกครองเมืองทั้งสองนี้ร่วมกันโดยมิได้แบ่งอาณาเขตแน่นอน ต่อมาพี่น้องทั้งสองได้นัดหมายมาพบกันเพื่อแบ่งปันอาณาเขตเมือง ครั้นเมื่อถึงกำหนด เจ้าผู้ครองนครแพร่ก็ขี่ม้าออกไป ฝ่ายเจ้าผู้ปกครองนครน่านก็ขี่โคออกมา จนพบกันที่ยอดเขาแห่งหนึ่ง แล้วตกลงปันเขตแดนกันตรงนั้น จึงให้ชื่อว่า "เขาครึ่ง" ด้วยเหตุที่เจ้าผู้ครองนครแพร่ขี่ม้าออกไปจึงได้เขตแดนไว้มากกว่าเจ้าผู้ครองนครน่านที่ขี่โคมา ต่อมาเมืองแพร่จึงใช้ม้าเป็นตราเมือง ส่วนทางเมืองน่านก็ใช้โคเป็นตราเมืองเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการจังหวัดแพร่จึงเสนอรูปม้ายืนเป็นดวงตราประจำจังหวัดแพร่ให้กรมศิลปากรพิจารณาในราวปีพ.ศ.2483 แต่กรมศิลปากรมีความเห็นว่า ควรจะเอาภาพโบราณซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของจังหวัดแพร่มาประกอบเข้าด้วย จังหวัดแพร่จึงทำรูปม้ายืนมีพระธาตุช่อแฮอยู่บนหลังใช้เป็นดวงตราประจำจังหวัดแพร่สืบเรื่อยมาจนปัจจุบัน
ดอกไม้ประจำจังหวัดแพร่
ต้นไม้ประจำจังหวัดแพร่
คำขวัญประจำจังหวัดแพร่
"หม้อห้อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม"
ที่ติดต่ออาณาเขตจังหวัดแพร่
จังหวัดแพร่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 555 กิโลเมตร ตั้งอยู่ทางภาคเหนือบนฝั่งแม่น้ำยม เป็นนครแห่งวรรณกรรมอมตะลิลิตพระลอที่รู้จักกันทั่วไป แพร่เริ่มก่อตั้งเป็นเมืองมาตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 หลังจากตั้งเมืองเชียงใหม่เป็นราชธานีแล้ว ตามศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงกล่าวว่า แพร่เคยเป็นเมืองหนึ่งในอาณาจักรสุโขทัย มีชื่อเรียกกันหลายชื่อว่า พลนคร เมืองพล เมืองแพล ในสมัยที่ขอมมีอำนาจระหว่าง ปี พ.ศ. 1470–1560 พระนางจามเทวีเข้าครอบครองในเขตลานนาไทยได้เปลี่ยนชื่อเป็น โกศัยนคร หรือ เวียงโกศัย ซึ่งแปลว่าผ้าแพร แล้วมาเปลี่ยนเป็นเมืองแพร่ในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน
อาณาเขต
• ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดลำปาง น่าน และพะเยา
• ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดอุตรดิตถ์ และสุโขทัย
• ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดน่าน และอุตรดิตถ์
• ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดลำปาง
เว็บไซต์ของจังหวัดเชียงใหม่
สำนักงานจังหวัดแพร่ ศาลากลางจังหวัดแพร่ ถ.ไชยบูรณ์ อ.เมือง จ.แพร่ โทร. 0-5453-1671 begin_of_the_skype_highlighting 0-5453-1671 end_of_the_skype_highlighting
ชนกลุ่มน้อยในจังหวัดแพร่
จังหวัดแพร่ มีประชากรชาวเขาอาศัยอยู่จำนวน ๔ เผ่า ประกอบด้วย เผ่าม้ง กะเหรี่ยง อาข่า(อีก้อ) และตองเหลือง ในเขตท้องที่ ๔ อำเภอ ได้แก่ อำเภอสอง ร้องกวาง ลอง และวังชิ้น จำนวนทั้งสิ้น ๒๒ หมู่บ้าน ๒,๓๕๓ หลังคาเรือน ๒,๕๕๑ ครอบครัว รวมประชากรชาวเขา ๑๐,๔๙๕ คน โดยแยกรายละเอียดดังนี้
เผ่ากะเหรี่ยง
หรือ “ยาง” อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ราบในเขตอำเภอลองและวังชิ้น มีจำนวน ๑๖ หมู่บ้าน ๒,๑๕๕ หลังคาเรือน ๒,๒๖๕ครอบครัว รวม ๘,๘๗๗ คน เข้ามาตั้งถิ่นฐานนานกว่า ๑๔๓ ปีประมาณ พ.ศ.๒๔๐๐ มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับหนึ่ง ของชาวเขาในจังหวัดแพร่ คิดเป็นร้อยละ ๘๔.๕๘สภาพความเป็นอยู่ เป็นลักษณะหมู่บ้านที่ถูกต้องตามพ.ร.บ.การปกครองท้องที่ ได้มีหน่วยงานทางราชการเข้าไปทำการพัฒนาหลายหน่วยงาน การคมนาคมสะดวกปฏิบัติตนเคารพกฎหมายบ้านเมืองเช่นเดียวกับคนพื้นราบ โดยทั่วไปได้รับสัญชาติไทยทั้งหมดการประกอบอาชีพทำการเกษตร ปลูกข้าวนาดำ และพืชไร่นิยมเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู ไก่ วัว ควาย เพื่อใช้งาน เป็นอาหารและประกอบพิธีกรรม ปัจจุบันมีการออกไปทำงานรับจ้างในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น เนื่องจากว่างงานหลังฤดูเก็บเกี่ยว
เผ่าม้ง
อาศัยอยู่บริเวณที่เป็นภูเขาสูงในเขตอำเภอสองและร้องกวาง มีจำนวน ๓ หมู่บ้าน ๓๖๐ หลังคาเรือน ๖๐๑ ครอบครัวรวม ๒,๘๙๙ คน เข้ามาตั้งถิ่นฐานนาน ๓๐ ปี ประมาณ พ.ศ.๒๕๑๔มีจำนวนประชากรคิดเป็น ร้อยละ ๒๗.๖๒สภาพความเป็นอยู่เป็นลักษณะหมู่บ้านชั่วคราวอาศัยอยู่และมีพื้นที่ทำ กินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หน่วยงานของทางราชการ บางส่วนไม่สามารถเข้าไปดำเนินการพัฒนาได้การพัฒนาจึงค่อนข้างล่าช้า การคมนาคมช่วงฤดูฝนลำบาก เผ่าแม้วได้รับสัญชาติไทย ๑๐๐% สภาพบ้านเรือนอาศัยส่วนใหญ่ค่อนข้างถาวร มีปัญหาด้านคมนาคมในช่วงฤดูฝน และขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ในฤดูแล้ง
ขนบธรรมเนียมประเพณี นิยมดื่มน้ำชา สูบฝิ่น นับถือผีและหมอผี ให้ฝ่ายชายเป็นใหญ่ในครอบครัวสามารถมีภรรยาได้หลายคนถือลำดับวงค์ ตระกูล(แซ่) บูชาบรรพบุรุษเหมือนคนจีน มีหัวหน้าบ้านจากการเลือกของคนในเผ่า เชื่อถือโชคลางโดยใช้ขาไก่เป็นเครื่องชี้เหตุ ประเพณีพื้นบ้านยังถือ ปฏิบัติสืบต่อกันมา เช่น ประเพณีปีใหม่ พิธีกรรมต่าง ๆ แต่งงาน งานศพ ตั้งชื่อบุตร ผีเจ้าบ้าน ผีประจำเสาเรือน ประตูเตาไฟ เป็นต้น มักเรียกชื่อตนเองว่า “ม้ง” ซึ่งมีความหมายที่ดีกว่าภาษาที่ราชการเรียกว่า “แม้ว” ลักษณะครอบครัวเป็นครอบครัวขยาย มีหลายครอบครัวอยู่รวมกัน
เผ่าอาข่า
อาศัยอยู่บริเวณหุบเขา เขตอำเภอสองและวังชิ้นมีอยู่ ๓ หมู่บ้าน ๙๓ หลังคาเรือน ๙๕ ครอบครัว รวม ๔๘๔ คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานนาน ๒๘ ปีประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๖ มีจำนวนประชากรคิดเป็นร้อยละ ๔.๖๑สภาพความเป็นอยู่เป็นหมู่บ้านที่เตรียมอพยพย้ายออกจากป่าอุทยานแห่งชาติ แม่ยม ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ต้องกระจัดกระจายออกไปรับจ้างที่อื่นภายในจังหวัด ขาดแคลนข้าวบริโภค เนื่องจากประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และผลผลิตตกต่ำ มีอาชีพทำไร่ฝ้าย งา และรับจ้างต่าง ๆ การคมนาคมลำบากขาดการติดต่อในช่วงฤดูฝนขนบธรรมเนียมประเพณี ระบบความเชื่อในลัทธิบูชาผีของอีก้อเข้มงวดมาก รวมระบบวิถีทางสังคมที่ซับซ้อนกันเป็นวัฒนธรรม ยากที่จะสามารถเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนไป ครอบครัวเป็นแบบครอบครัวขยาย สามีมีภรรยาได้หลายคน อำนาจในครอบครัวเป็นของฝ่ายชาย
เผ่าตองเหลือง
มักเรียกตนเองว่า “มลาบรี” เป็นชนกลุ่มน้อยพวกคนป่า อาศัยอยู่ในเขตท้องที่อำเภอร้องกวาง จำนวน๑ หมู่บ้าน ๒๔ หลังคาเรือน ๒๔ ครอบครัว รวม ๑๔๖ คนมีจำนวนประชากรคิดเป็นร้อยละ ๑.๓๙ สภาพความเป็นอยู่อยู่แบบง่าย ๆ ใช้ใบตองและไม้ไผ่สร้างเพิงพักชั่วคราว มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่อาศัยเสมอ ระหว่างรอยต่อของจังหวัดแพร่และน่าน ปัจจุบันได้มีโครงการของเอกชนเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือ แต่สภาพสังคมยังล้าหลังมากขนบธรรมเนียมประเพณี เชื่อในประเพณีของตน ไม่ยอมรับการเป็นผู้ผลิตทางการเกษตร เพราะผิดผี แต่ทำให้คน เมื่อต่างเผ่าไม่เป็นไร ถึงฤดูกาลที่ต้องเร่ร่อนเข้าป่าเพื่อตีผึ้ง ต้องอพยพไปหมด รักญาติพี่น้องและสัตว์เลี้ยง อำเภอท้องที่ได้จัดทำบัตรประจำตัวบุคคลบนที่สูงไว้ เพื่องานสำรวจข้อมูลต่อไป
สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในจังหวัดแพร่
เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ พระธาตุช่อแฮ เป็นวัดที่ประดิษฐานองค์พระธาตุช่อแฮ ซึ่งเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ ที่บรรจุเส้นพระเกศาของพระพุทธเจ้า มีประวัติความเป็นมาว่าสร้างในสมัยสุโขทัย เป็นพระธาตุรูปทรง แปดเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสอง สูงประมาณ ๓๓ เมตรศิลปะแบบเชียงแสนบุด้วยทองดอกบวบ เป็นพระธาตุประจำปีเกิด ของคนเกิดปีขาล(เสือ)ผู้ที่ได้มาเที่ยวจังหวัดแพร่ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการได้ไปเที่ยววัดพระธาตุช่อแฮ และไปกราบไหว้พระเจ้าทันใจ และหลวงพ่อ ช่อแฮ เพื่อเป็นศิริมงคลต่อตัวเองและครอบครับผู้ที่มาเที่ยวองค์พระธาตุเป็นพระธาตุประจำปีเกิด ๑ ใน ๑๒ ราศรี คือเป็น พระธาตุประจำปีเกิดปีขาล(เสือ)หากว่าผู้ที่เกิดปีขาลนำผ้าแพรสามสีมาถวายจะทำให้ชีวิตมีพลังคุ้มครองป้องกันศัตรูได้ การสวด และไหว้ให้เริ่มต้นนะโม ๓ จบสวดตามด้วยคาถาบูชาพระธาตุ ๕ จบ พลังบารมีจะดลปันดาล ให้มีชีวิตที่ดีขึ้นปัจจุบันวัดพระธาตุช่อแฮได้พัฒนาทุกๆ ด้านให้สมกับเป็นวัดคู่บ้าน คู่ เมือง เมือง โดยมี พระครูวิมลกิตติสุนทร เจ้าอาวาสชาวจังหวัดแพร่ได้จัดงานประเพณีนมัสการพระธาตุช่อแฮขึ้นระหว่างขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๔ ใต้ เดือน ๖ เหนือ ทุกปี โดยใช้ชื่อว่า"งานไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง" บันใดนาคทางด้านทิศตะวันออก และทิศใต้องค์พระธาตุมีอายุหลายร้อยปี สันนิฐานว่าสร้างหลังจากองค์พระธาตุสร้างเสร็จ
วัดแห่งนี้ถือเป็นวัดที่ได้รวบรวมเอาศิลปกรรมชั้นยอดของหลาย ๆ ที่มารวมกันไว้ที่วัดแห่งนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะแบบล้านนา และศิลปะแบบสิบสองปันนาในมณฑลยูนานของประเทศจีน เรียกว่าทุกชิ้นงานนั้น ประณีตงดงาม มากด้วยคุณค่าครับ วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 ตำบลเด่นชัย จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีระยะทางห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 527 วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่ริมถนนหมายเลข 101 สายเด่นชัย – ลำปาง ห่างจากสามแยกเด่นชัยประมาณ 5 กิโลเมตร หลังจากขับรถผ่านค่ายทหาร ม.พันสิบสอง หรือค่ายพญาไชยบูรณ์ สังเกตุด้านขวามือให้ดี ๆ ครับ เพราะจะเห็นวัดนี้ตั้งอยู่บนม่อนดอยโทน สูงเกือบ 200 เมตร แต่สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดก็คือ องค์พระพุทธไสยาสน์
พระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่บนถนนเจริญเมือง บริเวณใจกลางเมือง ในเขตเทศบาลเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ เป็นวัดสำคัญประจำจังหวัดแพร่ เป็นพระอารามหลวง มีปูชนียวัตถุสำคัญ คือ พระพุทธบาทจำลอง พระเจดีย์มิ่งเมือง และพระพุทธโกศัยศิริชัยศากยมุนี ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดแพร่ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่พระพุทธศาสนา และการศึกษาด้านปริยัติธรรมของจังหวัดแพร่ และเป็นที่ตั้งวิทยาเขตของมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร เป็นวัดที่เกิดจากการรวมวัดโบราณ ๒ วัด คือ วัดพระบาท และวัดมิ่งเมือง ซึ่งอยู่ใกล้กันเพียงแค่ถนนคั่น วัดทั้งสองเป็นวัดขนาดใหญ่ และเป็นวัดประจำจังหวัดแพร่ วัดพระบาทเป็นวัดที่อุปราชหรือเจ้าหอหน้า เป็นมรรคทายก เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง และมีพระธาตุมิ่งเมืองเป็นสัญลักษณ์ วัดทั้ง ๒ แห่งนี้ สร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีหลักฐานปรากฏสันนิษฐานว่า เจ้าผู้ครองนครแพร่เป็นผู้สร้างขึ้น จากการศึกษาอันดับเจ้าอาวาสวัดพระบาท ที่มีการปกครองกันมาอย่างต่อเนื่อง สันนิษฐานว่าวัดพระบาทน่าจะสร้างขึ้นก่อน พ.ศ. ๒๓๘๐ ซึ่งเป็นปีเกิดของพระครูพุทธวงศาจารย์เจ้าอาวาส ที่สามารถทราบประวัติได้ ส่วนวัดมิ่งเมืองก็น่าจะสร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน
พ.ศ. ๒๔๙๒ รวมวัดทั้งสองแห่งเป็นวัดเดียวกัน โดยใช้ชื่อว่า วัดพระบาทมิ่งเมือง พ.ศ. ๒๔๙๘ วัดพระบาทมิ่งเมือง ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรีชนิดวรวิหาร มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร
-----------------------------------------------------------------
ชื่อจังหวัด : จังหวัดลำปาง
ตราประจำจังหวัด :
![]() |
รูปไก่ขาวยืนอยู่ในซุ้มมณฑปพระธาตุลำปางหลวง |
![]() |
| ดอกธรรมรักษา |
ต้นไม้ประจำจังหวัด
| กระเจา หรือ ขะจาว |
คำขวัญประจำจังหวัด
"ถ่านหินลือชา รถม้าลือลั่น เครื่องปั้นลือนาม
งามพระธาตุลือไกล ฝึกช้างใช้ลือโลก"
ที่ตั้งและอาณาเขต :
จังหวัดลำปาง ตั้งอยู่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพฯ ตามทางหลวงแผ่นดินสายพหลโยธิน ประมาณ 602 กม. ตามทางรถไฟประมาณ 625 กม. มีเนื้อที่ประมาณ 12,533.961 ตร.กม. หรือประมาณ 7,833,726 ไร่ มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของภาคเหนือ รองจากเชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน และเพชรบูรณ์
ทิศเหนือ ติดต่อกับ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา
ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดตาก
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดแพร่ และสุโขทัย
ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดลำพูน
สถานที่ติดต่อ : สำนักงานจังหวัด ศาลากลางจังหวัดลำปาง
ชั้น 4 ถนนวชิราวุธดำเนิน ตำบลพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง 52000 โทร./โทรสาร 0 5426 5027 begin_of_the_skype_highlighting 0 5426 5027 end_of_the_skype_highlighting
เว็บไซต์จังหวัด : http://www.lampang.go.th/
ชนกลุ่มน้อยในจังหวัดลำปาง
1.อาข่า
2.ลาหู่
3.ม้ง
4.ไทลื้อ
สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์
1. วัดพระธาตุลำปางหลวง
![]() |
| วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองลำปางมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ คือ เป็นสถานที่ที่พระยาสุลวลือไชยสงคราม(หนานทิพย์ช้าง)ได้ประกอบวีรกรรมกู้อิสรภาพจากท้าวมหายศ แม่ทัพลำพูน ที่ได้ยึดวัดนี้เป็นฐานทัพตั้งมั่น เป็นวัดที่มีตำนานยาวนานมีเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริก ธาตุของของพระพุทธเจ้าไว้ อีกทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วดอนเต้า พระคู่บ้านคู่เมืองลำปาง วัดพระธาตุลำปางหลวงนี้อยู่ที่อำเภอเกาะคา ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 18 กม. บนถนนลำปาง-กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บ้านลำปางหลวง หมู่ที่ 1-2 ตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง วัดพระธาตุลำปางหลวงมีสิ่งสำคัญมากมาย องค์พระเจดีย์ ฐานกว้างด้านละ 12 วา สูงตั้งแต่ฐานถึงยอด 22 วา 2 ศอก ก่อด้วยอิฐถือปูน ทาบด้วยแผ่นทองเหลือง ทองแดง ตลอดทั้งองค์พระบรมเกษาธาตุ พระพุทธองค์มอบให้ลั๊วะชื่อ กอน เมื่อ ครั้งพุทธกาล ครั้งนั้นพระสถูปเจดีย์ที่ลั๊วะกอนสร้างสูงเพียง 7 ศอก ต่อมาพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้วนาน 218 ปี มีพระอรหันต์สององค์ชื่อกุมมาระกัสสปะนำเอาอัฐิธาตุพระนลาดข้างขวาและพระเมฆิยะเถระนำเอา อัฐิธาตุลำคอข้างหน้าข้างหลังมาประจุไว้อีก พระสถูปเจดีย์ซึ่งปรากฏในตำนานได้มีการสร้างหลายครั้งหลาย คราว ที่ปรากฏเห็นอยู่ทุกวันนี้ ได้สร้างเมื่อครั้งเจ้าเมืองหาญศรีธัตถะมหาสุรมนตรีซึ่งพระเจ้าดิดกปนัดดา กษัตริย์เจ้าเชียงใหม่ ได้ส่งมากินเมืองนี้เมื่อ พ.ศ. 2309 |
2. วัดพระแก้วดอนเต้า
| วัดพระแก้วดอนเต้า เป็นวัดที่สำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง เป็นที่เคารพสักการะของ พุทธศาสนิกชน และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ตั้งอยู่บนตัวเมืองลำปางบนฝั้งขวาของแม่นำวัง มีความ สำคัญในทางประวัติศาสตร์ของนครลำปางมาแต่อดีต สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าอนันตยศ ราชโอรสของ พระนางจามเทวี ผู้สร้างเมืองเขลางค์นครรุ่นแรกซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐาน พระแก้วมรกตพระเจ้าสาม ฝั่งแกนเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากเชียงราย ไปยังเชียงใหม่แต่เมื่อขบวนแห่มาถึงทางแยก ลำปาง ช้างที่อัญเชิญพระแก้วมรกต ได้ตื่นวิ่งไปทางลำปางทำอย่างไรก็ไม่ยอมกลับไปเชียงใหม่ จนพระเจ้า สามแกนยอมประดิษฐานไว้ที่ลำปางนานถึง ๓๒ ปี ต่อมาในสมัยของพระเจ้าโลกติราชเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ จึงได้อัญเชิญพระเจ้าแก้วมรกตกลับเชียงใหม่ |
3. วัดพระธาตุเสด็จ
วัดพระธาตุเสด็จ อยู่ห่างจากตัวเมืองไปตามเส้นทางลำปาง-งาว ประมาณ 19 กิโลเมตร แยกซ้ายตรงกิโลเมตรที่ 617 เข้าไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร วัดพระธาตุเสด็จเป็นโบราณสถานอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดลำปาง มีตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นในสมัยพระนางจามเทวี อุโบสถและวิหารต่างๆ ซึ่งเป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ ได้รับการบูรณะใหม่ทั้งหมดแต่ยังคงสภาพศิลปะโบราณให้เห็นได้อยู่จนปัจจุบัน กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณสถานของชาติแล้ว พุทธสถานที่สำคัญคือ องค์พระธาตุเสด็จ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นเจดีย์แบบล้านนา ลักษณะคล้ายพระธาตุลำปางหลวงแต่องค์เล็กกว่า นอกจากนี้ยังมีวิหารใหญ่ เรียกว่า "วิหารกลาง" ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดปางลีลาองค์ใหญ่มีพุทธลักษณะงดงามนามว่า "หลวงพ่อห้ามญาติ" วิหารหลวง เรียกว่า "วิหารจามเทวี" ประดิษฐานพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย ศิลปะเชียงแสน และวิหารพระพุทธมีพระพุทธรูปชื่อ "พระเจ้าดำองค์อ้วน" เป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย
บรรณานุกรม
จังหวัดลำปาง. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.guide
thailand.com/lampang (30 มิถุนายน 2554).
thailand.com/lampang (30 มิถุนายน 2554).
จังหวัดลำปาง. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก ://www.lampang.go.th
(30 มิถุนายน 2554). สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://
reocities.com/Tokyo/market/5400/
f2.html (30 มิถุนายน 2554).
(30 มิถุนายน 2554). สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://
reocities.com/Tokyo/market/5400/
f2.html (30 มิถุนายน 2554).
วัดพระธาตุลำปางหลวง. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.
guidetourthailand.com/lampang/
places-wat-phra-that-lampang-
luang.php (30 มิถุนายน 2554).
guidetourthailand.com/lampang/
places-wat-phra-that-lampang-
luang.php (30 มิถุนายน 2554).
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. จังหวัดลำปาง. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://
th.wikipedia.org/wiki/% E0%B8% 88%
E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%
%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1
%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%
B3%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0
%B8%87 (30 มิถุนายน 2554).
th.wikipedia.org/wiki/% E0%B8% 88%
E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%
%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1
%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%
B3%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0
%B8%87 (30 มิถุนายน 2554).
สบันงา. (18 มกราคม 2551). ชนเผ่าไตลื้อ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก
http://km.sadet.ac.th/blog/ beverage/60
(30 มิถุนายน 2554).
http://km.sadet.ac.th/blog/ beverage/60
(30 มิถุนายน 2554).
จังหวัดลำปาง. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.chom
hailand.com/index.php?lay =show&ac
article&Id=420060&Ntype=8 (30 มิถุนายน 2554).
hailand.com/index.php?lay =show&ac
article&Id=420060&Ntype=8 (30 มิถุนายน 2554).
วัดพระธาตุลำปางหลวง. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.
ezytrip.com/travel/images/ 10000/00800
/000701.htm (1 กรกฎาคม 2554).
ezytrip.com/travel/images/ 10000/00800
/000701.htm (1 กรกฎาคม 2554).
---------------------------------------------------
ชื่อจังหวัด : จังหวัดลำพูน
ตราประจำจังหวัด :
![]() |
| พระธาตุหริภุญไชย ดอกไม้ประจำจังหวัด: ดอกทองกวาว ต้นไม้ประจำจังหวัด: จามจุรี คำขวัญประจำจังหวัด : พระธาตุเด่น พระรอดขลัง ลำไยดัง กระเทียมดี ประเพณีงาม จามเทวีศรีหริภุญไชย ที่ตั้งและอาณาเขต: จังหวัดลำพูน ตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย อยู่ห่างจากกรุงเทพ มหานคร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 (สายเอเซีย) เป็นระยะทาง 689 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินสายพหลโยธิน เป็นระยะทาง 724 กิโลเมตร และตามทางรถไฟ 729 กิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 18 องศาเหนือ และเส้นแวงที่ 99 องศาตะวันออก อยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน อยู่ห่างจากจังหวัดเชียงใหม่เพียง 22 ก.ม. ทิศเหนือ จรดอำเภอสารภี และอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ทิศตะวันออก จรดอำเภอห้างฉัตร อำเภอสบปราบ และอำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ทิศใต้ จรดอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง และอำเภอสามเงา จังหวัดตาก ทิศตะวันตก จรดอำเภอฮอด อำเภอจอมทอง อำเภอหางดง และอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ สถานที่ติดต่อ : ศาลากลางจังหวัดลำพูน ถนนอินทยงยศ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน 51000 เว็บไซต์จังหวัด : http://www.lamphun.go.th/%0b ชนกลุ่มน้อยในจังหวัดลำปาง 1.ชาวกะเหรี่ยง สถานที่ท่องเที่ยงทางประวัติศาสตร์ 1.โบราณสถานวัดเกาะกลาง โบราณสถานวัดเกาะกลาง เลขที่ 261 หมู่ 8 บ้านบ่อคาว ตำบลบ้านเรือน โบราณสถานวัดเกาะกลางเดิมเชื่อว่าเป็นเกาะ ที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำปิงกับลำน้ำสาขาที่แยกออกมาจากแม่ปิง ไหลอ้อมแผ่นดินตัวเกาะ แล้วกลับมารวมกันอย่างเดิม ต่อมาแม่น้ำปิงเปลี่ยนเส้นทางใหม่ เกาะกลางจึงกลายเป็นส่วน หนึ่งของแผ่นดินฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ พื้นที่ส่วนนี้เป็นที่ตั้งของวัดเกาะกลาง รูปทรง สถาปัตยกรรมศิลป์ มีความเก่าแก่มีโบราณวัตถุและชิ้นส่วนประติมากรรมปูนปั้น เป็น ศิลปกรรมตกแต่ง สถาปัตยกรรมมากมายมีอายุร่วมสมัยกับยุคล้านนาตอนต้น หรือ ประมาณ 700 ปี ที่มีอิทธิพลมาจากศิลปะหริภุญชัย นอกจากนี้ยังขุดพบรูปแบบ สถาปัตยกรรมคติทราวดี ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อ การขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานวัดเกาะกลาง ให้เป็นสถานที่ศึกษาและสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณคดีอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดลำพูน ติดต่อได้ที่ โทร. 0 5359 3100 begin_of_the_skype_highlighting 0 5359 3100 end_of_the_skype_highlighting วันเปิดทำการ: ทุกวัน เวลาเปิดทำการ: 09.00 - 17.00 2. อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย |























