วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

จังหวัดแพร่





จังหวัดแพร่


ตราประจำจังหวัดแพร่


        
        
รูปม้ายืนมีพระธาตุช่อแฮอยู่บนหลังม้า หมายถึง นามเมือง และคณะกรรมการจังหวัดแพร่ ได้เสนอรูปม้ายืน เป็นดวงตราประจำจังหวัด และได้นำภาพโบราณสถานที่สำคัญของจังหวัด ก็คือ พระธาตุช่อแฮ มาประกอบอยู่บนหลังม้าด้วย
            มีตำนานเล่าสืบกันว่า เมืองแพร่และเมืองน่านมีเจ้าผู้ครองนครเป็นพี่น้องกันและได้ปกครองเมืองทั้งสองนี้ร่วมกันโดยมิได้แบ่งอาณาเขตแน่นอน ต่อมาพี่น้องทั้งสองได้นัดหมายมาพบกันเพื่อแบ่งปันอาณาเขตเมือง ครั้นเมื่อถึงกำหนด เจ้าผู้ครองนครแพร่ก็ขี่ม้าออกไป ฝ่ายเจ้าผู้ปกครองนครน่านก็ขี่โคออกมา จนพบกันที่ยอดเขาแห่งหนึ่ง แล้วตกลงปันเขตแดนกันตรงนั้น จึงให้ชื่อว่า "เขาครึ่ง" ด้วยเหตุที่เจ้าผู้ครองนครแพร่ขี่ม้าออกไปจึงได้เขตแดนไว้มากกว่าเจ้าผู้ครองนครน่านที่ขี่โคมา ต่อมาเมืองแพร่จึงใช้ม้าเป็นตราเมือง ส่วนทางเมืองน่านก็ใช้โคเป็นตราเมืองเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการจังหวัดแพร่จึงเสนอรูปม้ายืนเป็นดวงตราประจำจังหวัดแพร่ให้กรมศิลปากรพิจารณาในราวปีพ.ศ.2483 แต่กรมศิลปากรมีความเห็นว่า ควรจะเอาภาพโบราณซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของจังหวัดแพร่มาประกอบเข้าด้วย จังหวัดแพร่จึงทำรูปม้ายืนมีพระธาตุช่อแฮอยู่บนหลังใช้เป็นดวงตราประจำจังหวัดแพร่สืบเรื่อยมาจนปัจจุบัน








ดอกไม้ประจำจังหวัดแพร่
    
"ดอกยมหิน"






ต้นไม้ประจำจังหวัดแพร่
"ต้นยมหิน" 








คำขวัญประจำจังหวัดแพร่
          "หม้อห้อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม"







ที่ติดต่ออาณาเขตจังหวัดแพร่
            จังหวัดแพร่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 555 กิโลเมตร ตั้งอยู่ทางภาคเหนือบนฝั่งแม่น้ำยม เป็นนครแห่งวรรณกรรมอมตะลิลิตพระลอที่รู้จักกันทั่วไป แพร่เริ่มก่อตั้งเป็นเมืองมาตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 หลังจากตั้งเมืองเชียงใหม่เป็นราชธานีแล้ว ตามศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงกล่าวว่า แพร่เคยเป็นเมืองหนึ่งในอาณาจักรสุโขทัย มีชื่อเรียกกันหลายชื่อว่า พลนคร เมืองพล เมืองแพล ในสมัยที่ขอมมีอำนาจระหว่าง ปี พ.ศ. 1470–1560 พระนางจามเทวีเข้าครอบครองในเขตลานนาไทยได้เปลี่ยนชื่อเป็น โกศัยนคร หรือ เวียงโกศัย ซึ่งแปลว่าผ้าแพร แล้วมาเปลี่ยนเป็นเมืองแพร่ในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน
อาณาเขต
  • ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดลำปาง น่าน และพะเยา
  • ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดอุตรดิตถ์ และสุโขทัย
  • ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดน่าน และอุตรดิตถ์
  • ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดลำปาง






เว็บไซต์ของจังหวัดเชียงใหม่
            จังหวัดแพร่   http://www.phrae.go.th/
 สำนักงานจังหวัดแพร่  ศาลากลางจังหวัดแพร่ ถ.ไชยบูรณ์ อ.เมือง จ.แพร่  โทร.0-5453-1671      





ชนกลุ่มน้อยในจังหวัดแพร่
จังหวัดแพร่ มีประชากรชาวเขาอาศัยอยู่จำนวน ๔ เผ่า ประกอบด้วย เผ่าม้ง กะเหรี่ยง  อาข่า(อีก้อ)   และตองเหลือง  ในเขตท้องที่ ๔ อำเภอ ได้แก่  อำเภอสอง  ร้องกวาง  ลอง  และวังชิ้น  จำนวนทั้งสิ้น ๒๒ หมู่บ้าน  ๒,๓๕๓ หลังคาเรือน   ๒,๕๕๑  ครอบครัว รวมประชากรชาวเขา ๑๐,๔๙๕ คน โดยแยกรายละเอียดดังนี้

เผ่ากะเหรี่ยง
หรือ  “ยาง”  อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ราบในเขตอำเภอลองและวังชิ้น  มีจำนวน ๑๖  หมู่บ้าน  ๒,๑๕๕ หลังคาเรือน  ๒,๒๖๕ครอบครัว  รวม  ๘,๘๗๗  คน เข้ามาตั้งถิ่นฐานนานกว่า ๑๔๓ ปีประมาณ พ.ศ.๒๔๐๐ มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับหนึ่ง ของชาวเขาในจังหวัดแพร่ คิดเป็นร้อยละ  ๘๔.๕๘สภาพความเป็นอยู่ เป็นลักษณะหมู่บ้านที่ถูกต้องตามพ.ร.บ.การปกครองท้องที่ ได้มีหน่วยงานทางราชการเข้าไปทำการพัฒนาหลายหน่วยงาน การคมนาคมสะดวกปฏิบัติตนเคารพกฎหมายบ้านเมืองเช่นเดียวกับคนพื้นราบ โดยทั่วไปได้รับสัญชาติไทยทั้งหมดการประกอบอาชีพทำการเกษตร ปลูกข้าวนาดำ และพืชไร่นิยมเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู ไก่ วัว ควาย เพื่อใช้งาน เป็นอาหารและประกอบพิธีกรรม ปัจจุบันมีการออกไปทำงานรับจ้างในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น เนื่องจากว่างงานหลังฤดูเก็บเกี่ยว

เผ่าม้ง
อาศัยอยู่บริเวณที่เป็นภูเขาสูงในเขตอำเภอสองและร้องกวาง มีจำนวน ๓  หมู่บ้าน ๓๖๐ หลังคาเรือน ๖๐๑ ครอบครัวรวม ๒,๘๙๙ คน เข้ามาตั้งถิ่นฐานนาน ๓๐ ปี ประมาณ พ.ศ.๒๕๑๔มีจำนวนประชากรคิดเป็น ร้อยละ ๒๗.๖๒สภาพความเป็นอยู่เป็นลักษณะหมู่บ้านชั่วคราวอาศัยอยู่และมีพื้นที่ทำ กินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หน่วยงานของทางราชการ บางส่วนไม่สามารถเข้าไปดำเนินการพัฒนาได้การพัฒนาจึงค่อนข้างล่าช้า การคมนาคมช่วงฤดูฝนลำบาก เผ่าแม้วได้รับสัญชาติไทย ๑๐๐%  สภาพบ้านเรือนอาศัยส่วนใหญ่ค่อนข้างถาวร มีปัญหาด้านคมนาคมในช่วงฤดูฝน และขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ในฤดูแล้ง
ขนบธรรมเนียมประเพณี  นิยมดื่มน้ำชา สูบฝิ่น นับถือผีและหมอผี ให้ฝ่ายชายเป็นใหญ่ในครอบครัวสามารถมีภรรยาได้หลายคนถือลำดับวงค์ ตระกูล(แซ่) บูชาบรรพบุรุษเหมือนคนจีน มีหัวหน้าบ้านจากการเลือกของคนในเผ่า เชื่อถือโชคลางโดยใช้ขาไก่เป็นเครื่องชี้เหตุ ประเพณีพื้นบ้านยังถือ ปฏิบัติสืบต่อกันมา เช่น ประเพณีปีใหม่ พิธีกรรมต่าง ๆ  แต่งงาน  งานศพ ตั้งชื่อบุตร ผีเจ้าบ้าน  ผีประจำเสาเรือน  ประตูเตาไฟ  เป็นต้น  มักเรียกชื่อตนเองว่า “ม้ง” ซึ่งมีความหมายที่ดีกว่าภาษาที่ราชการเรียกว่า “แม้ว” ลักษณะครอบครัวเป็นครอบครัวขยาย มีหลายครอบครัวอยู่รวมกัน

เผ่าอาข่า
อาศัยอยู่บริเวณหุบเขา เขตอำเภอสองและวังชิ้นมีอยู่ ๓ หมู่บ้าน ๙๓ หลังคาเรือน ๙๕ ครอบครัว รวม ๔๘๔ คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานนาน ๒๘ ปีประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๖ มีจำนวนประชากรคิดเป็นร้อยละ ๔.๖๑สภาพความเป็นอยู่เป็นหมู่บ้านที่เตรียมอพยพย้ายออกจากป่าอุทยานแห่งชาติ แม่ยม ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ต้องกระจัดกระจายออกไปรับจ้างที่อื่นภายในจังหวัด ขาดแคลนข้าวบริโภค เนื่องจากประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และผลผลิตตกต่ำ มีอาชีพทำไร่ฝ้าย งา และรับจ้างต่าง ๆ การคมนาคมลำบากขาดการติดต่อในช่วงฤดูฝนขนบธรรมเนียมประเพณี ระบบความเชื่อในลัทธิบูชาผีของอีก้อเข้มงวดมาก รวมระบบวิถีทางสังคมที่ซับซ้อนกันเป็นวัฒนธรรม ยากที่จะสามารถเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนไป ครอบครัวเป็นแบบครอบครัวขยาย สามีมีภรรยาได้หลายคน อำนาจในครอบครัวเป็นของฝ่ายชาย

เผ่าตองเหลือง
มักเรียกตนเองว่า “มลาบรี” เป็นชนกลุ่มน้อยพวกคนป่า อาศัยอยู่ในเขตท้องที่อำเภอร้องกวาง จำนวน๑ หมู่บ้าน ๒๔  หลังคาเรือน  ๒๔ ครอบครัว  รวม ๑๔๖ คนมีจำนวนประชากรคิดเป็นร้อยละ ๑.๓๙  สภาพความเป็นอยู่อยู่แบบง่าย ๆ ใช้ใบตองและไม้ไผ่สร้างเพิงพักชั่วคราว มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่อาศัยเสมอ ระหว่างรอยต่อของจังหวัดแพร่และน่าน ปัจจุบันได้มีโครงการของเอกชนเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือ แต่สภาพสังคมยังล้าหลังมากขนบธรรมเนียมประเพณี เชื่อในประเพณีของตน ไม่ยอมรับการเป็นผู้ผลิตทางการเกษตร เพราะผิดผี แต่ทำให้คน เมื่อต่างเผ่าไม่เป็นไร ถึงฤดูกาลที่ต้องเร่ร่อนเข้าป่าเพื่อตีผึ้ง ต้องอพยพไปหมด รักญาติพี่น้องและสัตว์เลี้ยง อำเภอท้องที่ได้จัดทำบัตรประจำตัวบุคคลบนที่สูงไว้ เพื่องานสำรวจข้อมูลต่อไป




สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในจังหวัดแพร่

วัดพระธาตุช่อแฮ 





เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ พระธาตุช่อแฮ เป็นวัดที่ประดิษฐานองค์พระธาตุช่อแฮ ซึ่งเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ ที่บรรจุเส้นพระเกศาของพระพุทธเจ้า มีประวัติความเป็นมาว่าสร้างในสมัยสุโขทัย เป็นพระธาตุรูปทรง แปดเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสอง สูงประมาณ ๓๓ เมตรศิลปะแบบเชียงแสนบุด้วยทองดอกบวบ เป็นพระธาตุประจำปีเกิด ของคนเกิดปีขาล(เสือ)ผู้ที่ได้มาเที่ยวจังหวัดแพร่ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการได้ไปเที่ยววัดพระธาตุช่อแฮ และไปกราบไหว้พระเจ้าทันใจ และหลวงพ่อ ช่อแฮ เพื่อเป็นศิริมงคลต่อตัวเองและครอบครับผู้ที่มาเที่ยวองค์พระธาตุเป็นพระธาตุประจำปีเกิด ๑ ใน ๑๒ ราศรี คือเป็น พระธาตุประจำปีเกิดปีขาล(เสือ)หากว่าผู้ที่เกิดปีขาลนำผ้าแพรสามสีมาถวายจะทำให้ชีวิตมีพลังคุ้มครองป้องกันศัตรูได้ การสวด และไหว้ให้เริ่มต้นนะโม ๓ จบสวดตามด้วยคาถาบูชาพระธาตุ ๕ จบ พลังบารมีจะดลปันดาล ให้มีชีวิตที่ดีขึ้นปัจจุบันวัดพระธาตุช่อแฮได้พัฒนาทุกๆ ด้านให้สมกับเป็นวัดคู่บ้าน คู่ เมือง เมือง โดยมี พระครูวิมลกิตติสุนทร เจ้าอาวาสชาวจังหวัดแพร่ได้จัดงานประเพณีนมัสการพระธาตุช่อแฮขึ้นระหว่างขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๔ ใต้ เดือน ๖ เหนือ ทุกปี โดยใช้ชื่อว่า"งานไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง" บันใดนาคทางด้านทิศตะวันออก และทิศใต้องค์พระธาตุมีอายุหลายร้อยปี สันนิฐานว่าสร้างหลังจากองค์พระธาตุสร้างเสร็จ






วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี


วัดแห่งนี้ถือเป็นวัดที่ได้รวบรวมเอาศิลปกรรมชั้นยอดของหลาย ๆ ที่มารวมกันไว้ที่วัดแห่งนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะแบบล้านนา และศิลปะแบบสิบสองปันนาในมณฑลยูนานของประเทศจีน เรียกว่าทุกชิ้นงานนั้น ประณีตงดงาม มากด้วยคุณค่าครับ วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 ตำบลเด่นชัย จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีระยะทางห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 527 วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่ริมถนนหมายเลข 101 สายเด่นชัย – ลำปาง ห่างจากสามแยกเด่นชัยประมาณ 5 กิโลเมตร หลังจากขับรถผ่านค่ายทหาร ม.พันสิบสอง หรือค่ายพญาไชยบูรณ์ สังเกตุด้านขวามือให้ดี ๆ ครับ เพราะจะเห็นวัดนี้ตั้งอยู่บนม่อนดอยโทน สูงเกือบ 200 เมตร แต่สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดก็คือ องค์พระพุทธไสยาสน์



วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร
         พระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่บนถนนเจริญเมือง บริเวณใจกลางเมือง ในเขตเทศบาลเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ เป็นวัดสำคัญประจำจังหวัดแพร่ เป็นพระอารามหลวง มีปูชนียวัตถุสำคัญ คือ พระพุทธบาทจำลอง พระเจดีย์มิ่งเมือง และพระพุทธโกศัยศิริชัยศากยมุนี ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดแพร่ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่พระพุทธศาสนา และการศึกษาด้านปริยัติธรรมของจังหวัดแพร่ และเป็นที่ตั้งวิทยาเขตของมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย
           วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร เป็นวัดที่เกิดจากการรวมวัดโบราณ ๒ วัด คือ วัดพระบาท และวัดมิ่งเมือง ซึ่งอยู่ใกล้กันเพียงแค่ถนนคั่น วัดทั้งสองเป็นวัดขนาดใหญ่ และเป็นวัดประจำจังหวัดแพร่ วัดพระบาทเป็นวัดที่อุปราชหรือเจ้าหอหน้า เป็นมรรคทายก เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง และมีพระธาตุมิ่งเมืองเป็นสัญลักษณ์ วัดทั้ง ๒ แห่งนี้ สร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีหลักฐานปรากฏสันนิษฐานว่า เจ้าผู้ครองนครแพร่เป็นผู้สร้างขึ้น จากการศึกษาอันดับเจ้าอาวาสวัดพระบาท ที่มีการปกครองกันมาอย่างต่อเนื่อง สันนิษฐานว่าวัดพระบาทน่าจะสร้างขึ้นก่อน พ.ศ. ๒๓๘๐ ซึ่งเป็นปีเกิดของพระครูพุทธวงศาจารย์เจ้าอาวาส ที่สามารถทราบประวัติได้ ส่วนวัดมิ่งเมืองก็น่าจะสร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน
     พ.ศ. ๒๔๙๒ รวมวัดทั้งสองแห่งเป็นวัดเดียวกัน โดยใช้ชื่อว่า วัดพระบาทมิ่งเมือง พ.ศ. ๒๔๙๘ วัดพระบาทมิ่งเมือง ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรีชนิดวรวิหาร มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร


บรรณานุกรม


ฉัตรชัย พวงขจร.  (26 สิงหาคม 2551).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก http://province.prd.go.th/phrae/yomheen.htm (1 กรกฎาคม 2554).
วรพงศ์  เตชะบุญ.  (16 มกราคม 2011).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก http://www.sdc39
            phrae.com/index.php?option=com_content&view=article&
            id=54&Itemid=73 (1 กรกฎาคม 2554).
manager.  (17 มิถุนายน 2009).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก http://pre.onab.go.th/ index.php?option=com_content&view=article&id=123&Itemid=128 (1 กรกฎาคม 2554).

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น